У нас вы можете посмотреть бесплатно ตำนานฝรั่งเศสจวกหงส์โง่ทุ่ม 60 ล้านซื้อฌัคเกต์ / เอกิติเก้โดนยกนิวอองรี / ซาล่าห์โดนแนะให้นั่งสำรอง или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
#ลิเวอร์พูล #ลิเวอร์พูลล่าสุด #ข่าวลิเวอร์พูลล่าสุด #ข่าวลิเวอร์พูล ตำนานฝรั่งเศสจวกหงส์โง่ทุ่ม 60 ล้านซื้อฌัคเกต์ / เอกิติเก้โดนยกนิวอองรี / ซาล่าห์โดนแนะให้นั่งสำรอง . . . . . ลิเวอร์พูลกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในยุโรป หลังดีลกองหลังดาวรุ่ง “ฌัคเกต์” จุดชนวนความเห็นแตกเป็นสองฝั่งทั่วฝรั่งเศสและอังกฤษ! เริ่มจากข่าวแรงสุด — คริสตอฟ ดูการ์รี อดีตแชมป์โลกฝรั่งเศส 1998 ออกโรงจวกกลางรายการ Rothen s’enflamme ว่าการที่ลิเวอร์พูลยอมทุ่มกว่า 60 ล้านปอนด์ เพื่อคว้า ฌัคเกต์ วัยเพียง 20 ปีคือ “ความสิ้นคิดของฟุตบอลอังกฤษ” เขาย้ำว่า “เด็กคนนี้ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย แต่ได้เงินระดับซูเปอร์สตาร์” แต่ฝั่ง ฌัคเกต์ ไม่หวั่น! ตอบกลับอย่างสง่างามว่า “นี่คือเกียรติสูงสุดในชีวิตผม และผมจะทำให้ทุกคนเห็นว่าลิเวอร์พูลไม่ผิดที่เชื่อในผม” ส่วนอีกหนึ่งคนที่ร้อนแรงไม่แพ้กันคือ ฮูโก้ เอกิติเก้! หลังโชว์ฟอร์มสุดเดือดยิงไปแล้ว 15 ประตูรวมทุกรายการ สตีเวน คอลเกอร์ อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษถึงกับบอกว่า “เอกิติเก้คือ อองรีคนใหม่!” ทั้งจังหวะการพาบอล การยกเท้าหลอกคู่แข่ง และความเฉียบขาดหน้าประตู เขาชี้ว่า “79 ล้านปอนด์ยังถือว่าถูก ถ้าเด็กคนนี้ถึงระดับที่ควรจะเป็น” แฟนหงส์แห่แชร์คลิปเปรียบเทียบสไตล์การเล่นของเอกิติเก้กับอองรียุคอาร์เซนอล จนกลายเป็นไวรัลทั่วโลกโซเชียล! และปิดท้ายด้วยเสียงจากตำนานสโมสรอย่าง เจมี คาร์ราเกอร์ ที่กลับคำจากเดิมหลังเคยตั้งคำถามถึงดีลใหม่ของสล็อต คราวนี้เขายก ฟลอเรียน เวี้ยตซ์ ว่า “เล่นเหมือนเดอ บรอยน์ในวันที่ท็อปฟอร์ม!” พร้อมชื่นชมว่า “เอกิติเก้” มีพลังมากกว่าตอร์เรส เพราะไม่ต้องพึ่งเพื่อนร่วมทีมมากนัก คาร์ราปิดท้ายด้วยประโยคชวนขนลุกว่า “นี่คือยุคใหม่ของลิเวอร์พูล — เวี้ยตซ์กับเอกิติเก้คือเสาหลักของอนาคต” สามข่าวนี้จากไฟล์เดียวกันสะท้อนภาพ “ลิเวอร์พูลยุคเปลี่ยนเลือดใหม่” ได้อย่างชัดเจน มีทั้งแรงกดดันจากนอกสนาม, การเกิดใหม่ของแนวรุก, และคำยืนยันจากตำนานว่า “ยุคใหม่ได้เริ่มต้นแล้วจริง ๆ”