У нас вы можете посмотреть бесплатно ชายที่กลับบ้านมา แต่ครอบครัวบอกว่าเขาตายไปแล้ว или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
ชายที่กลับบ้านมา… แต่ครอบครัวบอกว่าเขาตายไปแล้ว เสียงหมาเห่าหอนยาวในคืนเดือนมืด ลมหนาวพัดผ่านทุ่งนาแห้งกรอบของหมู่บ้านเล็ก ๆ ในภาคอีสาน เวลานั้นเกือบตีหนึ่ง ชายคนหนึ่งเดินลากกระเป๋าใบเก่าไปตามถนนลูกรัง เสื้อผ้าเขาเปื้อนฝุ่น ใบหน้าอิดโรยเหมือนคนที่เดินทางมาไกลแสนไกล เขาหยุดยืนหน้าบ้านไม้ยกพื้นหลังหนึ่ง บ้านที่เขาจำได้ทุกตารางนิ้ว บ้านของเขาเอง เขาสูดหายใจลึก ก่อนจะเคาะประตูเบา ๆ ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก… ไฟในบ้านค่อย ๆ เปิดขึ้น เสียงคนเดินมาที่ประตู แม่ของเขาเปิดประตูออกมา หญิงชราจ้องหน้าเขา ดวงตาสั่นไหว มือที่จับขอบประตูเริ่มสั่น ชายคนนั้นยิ้มบาง ๆ แล้วพูดคำที่เขารอจะพูดมานาน “แม่… ผมกลับมาแล้ว” หญิงชราถอยหลังทันที ใบหน้าซีดเผือด แล้วเธอก็พูดด้วยเสียงสั่น “เป็นไปไม่ได้… เขาตายไปแล้ว” ชายที่หายตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน ชายคนนั้นชื่อ “เอก” เขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวชาวนาในจังหวัดหนึ่งของภาคอีสาน เมื่อ 5 ปีก่อน เอกเดินทางไปทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ เหมือนหนุ่มชนบทอีกหลายล้านคน ช่วงแรกเขายังโทรกลับบ้านทุกสัปดาห์ ส่งเงินให้แม่ คุยกับน้องสาว ชีวิตดูเหมือนจะดีขึ้น แต่แล้ววันหนึ่ง… เขาก็หายไป โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ นายจ้างบอกว่าเขาลาออก เพื่อนร่วมงานบอกว่าไม่เห็นเขามาหลายวัน ครอบครัวพยายามตามหา แจ้งความคนหาย เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ถามโรงพยาบาล ถามสถานีตำรวจ ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน เวลาผ่านไป 6 เดือน มีข่าวพบศพชายไม่ทราบชื่อในไซต์ก่อสร้างร้าง สภาพศพเน่าเปื่อยจนระบุตัวตนไม่ได้ ตำรวจบอกว่าเสื้อผ้าและของใช้ใกล้เคียงกับของเอก ครอบครัวถูกเรียกไปดูของกลาง แม่จำเสื้อเชิ้ตลายสก็อตตัวนั้นได้ น้องสาวจำเข็มขัดได้ แม้จะไม่มีการยืนยัน DNA แต่ทุกคนเชื่อว่า… นั่นคือเอก มีการจัดงานศพ เผาศพตามประเพณี พระสวดอภิธรรมสามคืน รูปของเอกถูกตั้งไว้บนหิ้งพระ พร้อมพวงมาลัยแห้ง ครอบครัวเชื่อว่าเขาจากไปแล้ว การกลับมาที่ไม่มีใครรอ และคืนนี้… ชายที่ยืนอยู่หน้าประตู ก็คือเอก หรืออย่างน้อย… เขาบอกว่าเขาคือเอก แม่ของเขาร้องไห้โฮ แต่ไม่ใช่เพราะดีใจ เธอร้องเพราะความกลัว “อย่ามาหลอกแม่… ลูกแม่ตายไปแล้ว” เสียงเอะอะทำให้เพื่อนบ้านเริ่มเปิดไฟ คนในหมู่บ้านทยอยออกมาดู บางคนกระซิบว่า “ผีหรือเปล่า” “หรือคนสติไม่ดี” เอกพยายามอธิบาย เล่าเรื่องในวัยเด็ก ชื่อครูประถม ต้นมะขามหลังบ้าน แผลเป็นที่หัวเข่าจากตอนตกควาย ทุกอย่างถูกต้อง แต่แม่ยังคงส่ายหัว “ลูกแม่ตายไปแล้ว… แม่เผาศพเขากับมือ” ความจริงที่เอกเล่า เมื่อชาวบ้านเริ่มล้อมวง ผู้ใหญ่บ้านถูกเรียกมา เอกจึงเล่าเรื่องของเขา คืนหนึ่งในกรุงเทพฯ เขาถูกชวนไปดื่มกับเพื่อนร่วมงานใหม่ หลังจากนั้นเขาจำอะไรไม่ได้เลย เขาตื่นขึ้นมาอีกที อยู่ในห้องแคบ ๆ กับคนแปลกหน้า โทรศัพท์และเอกสารหายหมด ไม่มีเงิน ไม่มีบัตรประชาชน เขาถูกบังคับให้ทำงานในสถานที่ก่อสร้างผิดกฎหมาย ย้ายที่ไปเรื่อย ๆ ห้ามติดต่อใคร ใครขัดขืนจะถูกทำร้าย เขาพยายามหนีหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งปีที่ 4 เขาได้โอกาสหนีระหว่างการขนย้ายแรงงาน วิ่งเข้าป่าข้างทาง ซ่อนตัวอยู่หลายวัน หลังจากนั้นเขารับจ้างทั่วไป เก็บเงินทีละเล็กละน้อย จนในที่สุดก็มีเงินพอจะกลับบ้าน เขาใช้เวลาหลายเดือนเดินทาง เพราะไม่มีเอกสาร ไม่มีใครรับขึ้นรถโดยสารไกล ๆ เมื่อเขากลับมาถึงหมู่บ้าน… ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม หลักฐานที่สั่นคลอนความเชื่อ ผู้ใหญ่บ้านตัดสินใจพาเอกไปที่โรงพยาบาลอำเภอ เพื่อตรวจสอบรอยแผลเป็น ลายนิ้วมือ และสอบถามข้อมูล ผลตรวจเบื้องต้นชี้ว่า เขาน่าจะเป็นคนเดียวกับเอกจริง ๆ ลายนิ้วมือเก่าจากบัตรประชาชนที่เคยทำไว้ตรงกัน ข่าวแพร่ไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว จากความกลัว กลายเป็นความตกตะลึง แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ ถ้าเอกยังมีชีวิตอยู่… แล้วใครคือศพที่ถูกเผาเมื่อ 5 ปีก่อน? เงื่อนงำที่น่ากลัวกว่าเดิม ตำรวจรื้อคดีเก่าขึ้นมาอีกครั้ง ตรวจสอบรายงานศพนิรนามในปีนั้น พบว่าในช่วงเวลาเดียวกัน มีแรงงานข้ามถิ่นจำนวนมากหายตัวไป หลายศพไม่สามารถระบุตัวตนได้ และถูกจัดการตามขั้นตอนโดยไม่มีการตรวจ DNA เสื้อผ้าและของใช้ที่พบใกล้ศพ อาจถูกสับเปลี่ยน หรือหยิบยืมกันในไซต์งาน หมายความว่า… ครอบครัวของเอกอาจเผาศพของคนอื่น โดยไม่รู้ตัว และครอบครัวของชายคนนั้น อาจยังรอเขากลับบ้าน… จนถึงวันนี้ ตอนจบที่ไม่มีคำตอบ เอกกลับมาใช้ชีวิตในหมู่บ้าน แต่ไม่มีอะไรเหมือนเดิม แม่ยังคงมองเขาด้วยแววตาที่ปะปนระหว่างรักและหวาดกลัว เพื่อนบ้านบางคนยังเชื่อว่าเขา “ตายแล้วกลับมา” ส่วนคดีแรงงานที่หายไป ก็เงียบหายไปตามกาลเวลา ไม่มีใครรู้ว่าเครือข่ายที่ลักพาตัวแรงงานยังคงอยู่หรือไม่ ไม่มีใครรู้ว่ามีศพนิรนามอีกกี่ร่างที่ถูกเผาโดยไม่มีชื่อ และไม่มีใครรู้ว่า… ในคืนเดือนมืดที่เงียบงัน ยังมีใครอีกบ้าง ที่กำลังเดินกลับบ้าน เพียงเพื่อพบว่าโลกได้ตัดสินว่าพวกเขา “ตายไปแล้ว”