У нас вы можете посмотреть бесплатно “แค่ลดความคิด ชีวิตก็สงบขึ้นได้” или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
“ทุกข์ไม่ใช่เพราะจน…แต่เพราะใจคิดไม่หยุด” บางคนคิดว่า, ถ้าได้บ้านหลังใหญ่กว่านี้, จะมีความสุข, ถ้าได้งานที่ดีกว่านี้, จะไม่ทุกข์, ถ้ามีเงินมากกว่านี้, ชีวิตจะสงบ. แต่ความจริงคือ, เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว, ใจก็ยังไม่หยุดอยาก, ยังคิดต่อไปอีกว่า, ต้องมีมากกว่านี้, ต้องดีกว่านี้, ต้องสูงกว่านี้, ความทุกข์จึงไม่จบ, เพราะความคิดไม่เคยหยุด. ความคิดเปรียบเหมือนไฟ, ถ้าใช้พอดี, ก็ให้แสงสว่าง, ให้ความอบอุ่น, แต่ถ้าเติมเชื้อไฟไม่หยุด, ไฟนั้นก็เผาบ้านทั้งหลังได้. ใจก็เช่นกัน, ถ้าใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา, ชีวิตก็เดินหน้าได้, แต่ถ้าใช้ความคิดเพื่อกังวล, เพื่อเปรียบเทียบ, เพื่อกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิด, ใจก็จะร้อนอยู่ตลอดเวลา. คนจำนวนมากไม่ได้ทุกข์เพราะเหตุการณ์ตรงหน้า, แต่ทุกข์เพราะความคิดที่สร้างขึ้นในหัว. เรื่องยังไม่เกิด, ก็คิดไปก่อน, คนยังไม่พูด, ก็เดาไปก่อน, งานยังไม่เริ่ม, ก็กลัวไปก่อน. ใจจึงไม่เคยได้พัก, ไม่เคยได้อยู่กับความจริง, เพราะมัวแต่จมอยู่กับความคิดที่ไม่มีตัวตน. ลองสังเกตดูในชีวิตประจำวัน, ตอนที่เรานั่งอยู่เฉยๆ, ไม่มีอะไรเกิดขึ้น, แต่ใจกลับหนัก, ใจกลับวุ่น, ใจกลับเหนื่อย. ถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ไหม, บางครั้งไม่มีเลย, แต่ความคิดมันวิ่งไม่หยุด, วิ่งไปถึงเรื่องในอดีต, วิ่งไปถึงเรื่องในอนาคต, วิ่งไปจนใจล้า. ความทุกข์จำนวนมาก, ไม่ได้เกิดจากโลกภายนอก, แต่เกิดจากโลกในหัวเราเอง. โลกภายนอกมีแค่เหตุการณ์เดียว, แต่โลกในหัวสามารถสร้างเรื่องราวได้เป็นร้อยเป็นพัน, เติมอารมณ์, เติมความกลัว, เติมความคาดหวัง, จนเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่. พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรารู้จักดูใจ, ไม่ใช่เพียงดูโลก. เพราะโลกภายนอกเราอาจควบคุมไม่ได้, แต่โลกในใจเรานั้น, เราฝึกได้, ดูได้, ปล่อยได้. ถ้าใจหยุดคิดฟุ้งซ่านได้, ความทุกข์ก็จะลดลงทันที, แม้สิ่งภายนอกจะยังเหมือนเดิม. หลายคนพยายามแก้ทุกข์ด้วยการหาสิ่งใหม่เข้ามาในชีวิต, ซื้อของใหม่, เปลี่ยนงานใหม่, เปลี่ยนที่อยู่ใหม่, เปลี่ยนคนรักใหม่, หวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้ใจสบายขึ้น. แต่ถ้าความคิดยังเหมือนเดิม, ต่อให้เปลี่ยนสิ่งภายนอกกี่ครั้ง, ใจก็ยังทุกข์เหมือนเดิม. เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ, แต่อยู่ที่ความคิดที่ไม่รู้จักพอ. ใจที่ไม่รู้จักพอ, ต่อให้มีมากแค่ไหน, ก็ยังรู้สึกว่าขาด. แต่ใจที่รู้จักพอ, ต่อให้มีน้อย, ก็ยังรู้สึกว่าเต็ม. คำว่า “พอ” ไม่ได้หมายความว่า, ต้องหยุดทำงาน, หยุดพัฒนา, หยุดสร้างชีวิตให้ดีขึ้น. แต่หมายถึงการทำทุกอย่างด้วยใจที่ไม่ดิ้นรน, ไม่กดดันตัวเอง, ไม่เปรียบเทียบกับใคร. ทำไป, พัฒนาไป, แต่ใจยังสงบ, ยังยิ้มได้กับสิ่งที่มี. ความคิดมาก, เปรียบเหมือนคนที่แบกกระเป๋าหนัก, ทั้งที่ข้างในมีของไม่กี่ชิ้น, แต่เขากลับเติมของเข้าไปเรื่อยๆ, กลัวว่าจะไม่พอ, กลัวว่าจะขาด, กลัวว่าจะไม่พร้อม. สุดท้าย, เขาไม่ได้เหนื่อยเพราะของที่มี, แต่เหนื่อยเพราะของที่เขาแบกเพิ่มเอง. ชีวิตเราก็เช่นกัน, ความคิดคือสัมภาระที่เราเลือกแบก. บางความคิดจำเป็น, แต่บางความคิดไม่จำเป็นเลย, เป็นแค่ความกลัว, ความกังวล, ความเปรียบเทียบ, ความคาดหวังที่ไม่รู้จบ. แต่เราก็ยังแบกมันไว้, จนใจหนัก, จนใจล้า. ลองถามตัวเองดู, วันนี้สิ่งที่ทำให้เราทุกข์, เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า, หรือเป็นแค่เรื่องในความคิด. หลายครั้ง, มันเป็นแค่เรื่องในหัว, ที่เราคิดวนไปมา, คิดซ้ำแล้วซ้ำอีก, จนใจหมดแรง. พระพุทธองค์จึงสอนเรื่องสติ, เพื่อให้เราเห็นความคิดตามความเป็นจริง. เมื่อความคิดเกิดขึ้น, เราแค่รู้ว่า, “นี่คือความคิด”, ไม่ต้องเชื่อตามทุกเรื่อง, ไม่ต้องวิ่งตามทุกภาพในหัว. แค่รู้, แล้วปล่อยให้มันผ่านไป. ความคิดก็เหมือนเมฆ, ลอยมา, แล้วก็ลอยไป. แต่ถ้าเราไปจับเมฆ, ไปเก็บเมฆ, ไปกังวลกับเมฆทุกก้อน, ใจก็จะวุ่นวายตลอดเวลา. แต่ถ้าเรานั่งดูเฉยๆ, เมฆก็ผ่านไปเอง, ฟ้าก็กลับมาใสเหมือนเดิม. ความสงบไม่ได้อยู่ที่การมีทุกอย่าง, แต่อยู่ที่การไม่คิดมากกับทุกอย่าง. คนที่มีน้อยแต่ใจสงบ, มีความสุขมากกว่าคนที่มีมากแต่ใจวุ่น. เพราะความสุขที่แท้จริง, ไม่ได้เกิดจากสิ่งของ, แต่เกิดจากสภาพใจ. ลองมองดูคนแก่ในชนบทบางคน, บ้านไม้หลังเล็ก, เสื้อผ้าไม่หรู, อาหารธรรมดา, แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม, เพราะใจเขาไม่ซับซ้อน, ไม่คิดเปรียบเทียบ, ไม่วิ่งตามโลกมากเกินไป. เขาอยู่กับสิ่งที่มี, และรู้สึกพอ.