У нас вы можете посмотреть бесплатно ต่างชาติเห็นภาพชัด เทเงินปั้นไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีโลกแห่งใหม่ 🇹🇭 или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
ข้อมูลจากแหล่งข่าวกรองทางเศรษฐกิจและรายงานวิเคราะห์การลงทุนล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 ยืนยันว่าการที่นักลงทุนต่างชาติแสดงความเชื่อมั่นในประเทศไทยนั้น เป็นผลมาจาก "เกราะป้องกันทางการเงิน" และ "การเกิดใหม่ของโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล" ที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ: 1. เกราะป้องกันทางการเงินและเสถียรภาพมหภาค ความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินเป็น "Safe Haven" ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกพักเงินในไทยท่ามกลางความผันผวนของโลก: ทุนสำรองระหว่างประเทศ: ณ มกราคม 2569 ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิ (Net International Reserves) พุ่งสูงถึง 312.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นอย่างมหาศาลต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาท เงินปันผลที่จูงใจ: ในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนในไทยมีการจ่ายเงินปันผลรวมกว่า 6.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร พลังงาน และสื่อสาร ซึ่งมีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงเฉลี่ยร้อยละ 4-6 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดภูมิภาค 2. การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital GDP และยุคทองของ AI ในปี 2569 ประเทศไทยไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่เป็น "หัวเครื่องยนต์ใหม่" ของเศรษฐกิจดิจิทัล: Broad Digital GDP: คาดการณ์ว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะสูงถึง 5.6 ล้านล้านบาท โดยภาคดิจิทัลเติบโตที่ร้อยละ 4.2 ซึ่งสูงกว่า GDP รวมของประเทศถึง 2 เท่า วัฏจักรเทคโนโลยีขาขึ้น: ไทยได้รับอานิสงส์จากการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ AI PC และสมาร์ทดีไวซ์รุ่นใหม่ รวมถึงความสำเร็จของ National Semiconductor Roadmap 2050 ที่เริ่มดึงดูดการลงทุนในส่วนต้นน้ำของชิป ฮับดาต้าเซ็นเตอร์: การลงทุนจาก Hyperscalers (AWS, Google, Microsoft) เริ่มเปลี่ยนจากเม็ดเงินตามสัญญามาเป็นการก่อสร้างจริง ซึ่งสร้าง "Crowding-in Effect" เหนี่ยวนำให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น พลังงานสะอาดและระบบจัดการความร้อน เติบโตตามไปด้วย 3. นโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สร้างสถิติใหม่ ความเชื่อมั่นสะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ทำ New High: ในปี 2568 มียอดขอรับการส่งเสริมรวมสูงถึง 1.87 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ในพื้นที่ EEC เป็นหัวใจหลักที่ดึงดูดเงินลงทุน FDI ได้มากกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่ารวม การลงทุนจากญี่ปุ่น: ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง โดยในเดือนมกราคม 2569 เพียงเดือนเดียว มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นำโดยทุนญี่ปุ่นที่ขยายการผลิตในกลุ่มเทคโนโลยีระดับสูง 4. ปัจจัยหนุนจากเมกะโปรเจกต์และภูมิรัฐศาสตร์ ความชัดเจนของโครงการอู่ตะเภา: การประกาศเริ่มงาน (NTP) ในโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาและ Airport City ในต้นปี 2569 เป็นสัญญาณบวกที่ทำให้นักลงทุนมั่นใจในความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานไทย การจัดสรรเม็ดเงินในภูมิภาค (Re-balancing): นักลงทุนเริ่มมีการปรับพอร์ต (Re-rating) โดยย้ายเงินลงทุนจากตลาดบางแห่งในอาเซียนที่มีความตึงเครียดหรือความเสี่ยงด้าน Free Float เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยที่มีความมั่นคงทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น สรุปเชิงกลยุทธ์: ปัจจัยบวกเหล่านี้ทำให้ดัชนี SET Index มีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,500-1,550 จุดได้ในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตามองผลกระทบจาก นโยบายภาษีระหว่างประเทศ (Tariffs) และ หนี้ครัวเรือน ที่ยังเป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ครับ