У нас вы можете посмотреть бесплатно พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้อะไรกันแน่? или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
เพจ “ท้ายห้อง เรียนธรรม” ภูมิใจนำเสนอ บทความแห่งการเข้าใจความจริง เรื่อง: ความจริงในชั่วขณะจิต: สัจธรรมที่ไม่เคยห่างไกล "คุณครับ... บ่อยครั้งที่เรามักจินตนาการว่าการ 'ตรัสรู้' ของพระพุทธเจ้า คือการหยั่งรู้เรื่องราวลึกลับสุดขอบจักรวาล หรืออิทธิปาฏิหาริย์ที่ไกลตัว แต่ในความจริงที่ลึกซึ้งที่สุดนั้น สิ่งที่พระองค์ทรงประจักษ์แจ้งกลับเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุด... นั่นคือ 'ความจริงที่กำลังปรากฏอยู่ในขณะนี้' ครับ ผมขอชวนทวนกระแสความคิด เพื่อไปสัมผัสกับหัวใจแห่งการตรัสรู้นั้นด้วยกันนะครับ ๑. จาก 'ตัวตน' สู่ 'ความไม่มี' (หัวใจแห่งอนัตตา) ท่ามกลางโลกที่เราหลงยึดถือว่ามี 'ฉัน' มี 'คุณ' มีสัตว์บุคคล และสิ่งของ... พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้แรกที่ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาพบว่า แท้จริงแล้วทุกสิ่งเป็นเพียง 'ธรรมะ' ทรงจำแนกความจริงที่ทับซ้อนอยู่ออกเป็นสองส่วน คือ นามธรรม (สภาพที่รู้) และ รูปธรรม (สภาพที่ไม่รู้อะไรเลย) เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: เหมือนเรามองดูภาพยนตร์บนจอผ้าใบ เราหลงยึดติดในตัวละครที่โลดแล่น แต่พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วมันคือเพียง 'แสง' และ 'เงา' ที่ประจวบเหมาะกันเพียงชั่วคราว ไม่มีใครเป็นเจ้าของแสง และไม่มีใครบังคับบัญชาเงาได้ ทุกอย่างเป็น 'อนัตตา' คือว่างเปล่าจากความเป็นตัวเราอย่างสิ้นเชิงครับ ๒. ความรวดเร็วแห่งการเกิดดับ (รอยสลักของอนิจจัง) พระองค์ทรงประจักษ์ในความจริงที่น่าอัศจรรย์ว่า สภาพธรรมะที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ได้คงทนอยู่ชั่วกาลนาน แต่กลับ 'เกิดและดับ' ลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใจจะหยั่งถึง เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: เหมือนฟองสบู่ที่ลอยเด่นเพียงวูบเดียวแล้วสลายไป... ทุกสิ่งที่ดูเหมือนมั่นคงแท้จริงแล้วกำลังแหลกสลายไปทุกขณะจิต ความไม่เที่ยงที่บีบคั้นอยู่ตลอดเวลานี้เอง คือสภาวะที่เป็น 'ทุกข์' ซึ่งพระองค์ทรงเห็นแจ้งจนความยึดมั่นถือมั่นนั้นพังทลายลง ๓. ข่ายใยแห่งเหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) ในค่ำคืนแห่งการตรัสรู้ พระองค์ทรงหยั่งลึกลงไปในสายธารแห่ง 'ปฏิจจสมุปบาท' ทรงเห็นความเชื่อมโยงว่า 'เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี' ทรงเห็นว่าความไม่รู้ (อวิชชา) คือจุดเริ่มต้นที่ปรุงแต่งให้เราต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: เหมือนรอยต่อของโซ่ที่ร้อยเรียงกันไม่จบสิ้น ตราบใดที่ฟันเฟืองแรกคือความมืดบอดไม่ถูกหยุดลง กงล้อแห่งการเกิดและตายย่อมหมุนวนไปไม่สิ้นสุดครับ ๔. แสงสว่างแห่งนิพพาน (อริยสัจ ๔ และการสิ้นกิเลส) ในท้ายที่สุด ทรงเข้าถึงความจริงอันสูงสุดคือ 'อริยสัจ ๔' ทรงประจักษ์แจ้ง 'พระนิพพาน' ซึ่งเป็นสภาวะที่กิเลสทั้งปวงดับสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง (สมุจเฉท) ทั้งความโลภที่คอยดึงรั้ง ความโกรธที่แผดเผา และความหลงที่บดบังตา พระองค์จึงไม่ได้ทรงเป็นเพียงผู้รู้ แต่ทรงเป็น 'ผู้ตื่น' อย่างแท้จริง และทรงนำความจริงนี้มาถ่ายทอดเพื่อให้พวกเราได้ค่อยๆ สั่งสมปัญญา ละคลายความยึดมั่นในตัวตน เพื่อที่จะได้สัมผัสถึงความสงบที่แท้จริงตามพระองค์ไปในที่สุดครับ" #ตายแล้วไปไหน #ธรรมะก่อนนอน #ธรรมะทุกวัน #พระพุทธเจ้า #พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร