У нас вы можете посмотреть бесплатно กฎหมายปกครอง 7 การกระทำทางปกครอง или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
สรุปเนื้อหาจากการบรรยายวิชากฎหมายปกครอง ครั้งที่ 7 มีสาระสำคัญดังนี้: 1. โครงสร้างการเรียนและขอบเขตเนื้อหา • ผู้บรรยาย: อาจารย์จะบรรยาย 7 ครั้ง และออกข้อสอบ 2 ข้อ (ส่วนอาจารย์ท่านถัดไป จะบรรยาย 2 ครั้งสุดท้ายและออกข้อสอบ 1 ข้อ) • ขอบเขต: เป็นการศึกษา "กฎหมายปกครองภาคทั่วไป" (General Administrative Law) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่นำไปใช้กับกฎหมายเฉพาะด้านอื่นๆ เนื้อหาหลักในส่วนนี้คือ "การกระทำทางปกครอง" (Administrative Action) ซึ่งเป็นการศึกษาเครื่องมือหรือมาตรการที่ฝ่ายปกครองใช้ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย 2. ความสำคัญของการศึกษา "รูปแบบการกระทำทางปกครอง" อาจารย์เน้นว่าการแยกแยะประเภทของการกระทำ (คำสั่ง, กฎ, สัญญา, ปฏิบัติการ) มีความสำคัญสูงสุดทั้งในทางวิชาการและปฏิบัติ, เพราะส่งผลต่อ: 1. การกำหนดกระบวนการพิจารณา: พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (วิฯ ปฏิบัติ) ของไทย กำหนดขั้นตอนเฉพาะสำหรับ "คำสั่งทางปกครอง" (เช่น การรับฟังคู่กรณี) หากเป็น "กฎ" หรือการกระทำอื่น จะนำกฎหมายนี้มาใช้ไม่ได้ 2. การฟ้องคดีศาลปกครอง: คดีแต่ละประเภท (ฟ้องเพิกถอนคำสั่ง, ฟ้องเพิกถอนกฎ, ฟ้องสัญญา) มี เงื่อนไขการฟ้องคดี ต่างกัน เช่น การฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ต้องมีการ "อุทธรณ์" ภายในฝ่ายปกครองก่อนจึงจะฟ้องศาลได้ แต่ถ้าเป็นกฎไม่ต้องอุทธรณ์ 3. ผลบังคับผูกพัน (Binding Force): หลักเรื่องการสิ้นสิทธิในการโต้แย้งเมื่อพ้นกำหนดเวลา (Res Judicata) ใช้เฉพาะกับ "คำสั่งทางปกครอง" เท่านั้น, 3. "คำสั่งทางปกครอง" (Administrative Order): ศูนย์กลางของระบบ • ความสำคัญ: เป็นรูปแบบการใช้อำนาจที่สำคัญที่สุด เกิดขึ้นบ่อยที่สุด และกระทบสิทธิมากที่สุด ถือเป็นแกนกลางที่ระบบกฎหมาย (โดยเฉพาะเยอรมันและไทย) ใช้สร้างหลักเกณฑ์ต่างๆ • ผลทางกฎหมาย (หลักการมีผลทันที): เมื่อมีการแจ้งคำสั่งทางปกครอง คำสั่งนั้นจะมีผลทางกฎหมายทันที โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าคำสั่งนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ o เหตุผล: เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์และเสถียรภาพของระบบบริหารราชการ ไม่ให้ประชาชนเพิกเฉยโดยอ้างเองว่าคำสั่งไม่ชอบ o หน้าที่ผู้รับคำสั่ง: หากเห็นว่าคำสั่งไม่ชอบ ต้องใช้สิทธิ โต้แย้งคัดค้าน (อุทธรณ์/ฟ้องศาล) ภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้มีการเพิกถอน (ทำลายผลทางกฎหมาย), • ข้อยกเว้น (โมฆะ): หากคำสั่งมีความบกพร่องร้ายแรงอย่างยิ่ง (Grave illegality) จะถือว่าเป็น "โมฆะ" (Void) คือไม่มีผลทางกฎหมายเลยตั้งแต่ต้น (สูญเปล่า) ไม่ต้องอุทธรณ์หรือเพิกถอน ซึ่งต้องแยกให้ออกระหว่าง "คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" (Voidable - มีผลจนกว่าจะถูกเพิกถอน) กับ "คำสั่งที่เป็นโมฆะ" • การเพิกถอนคำสั่งที่ให้ประโยชน์: กรณีคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ให้ประโยชน์ (เช่น ออกใบอนุญาตผิดพลาด) และผู้รับเชื่อโดยสุจริต การเพิกถอนจะทำได้ยากกว่าเพราะติดเรื่อง หลักความคุ้มครองความเชื่อถือและไว้วางใจ (Protection of Legitimate Expectation), 4. ข้อวิจารณ์เรื่อง "นิติกรรมทางปกครอง" • ปัญหา: นักวิชาการไทยนิยมใช้คำว่า "นิติกรรมทางปกครอง" (อิทธิพลฝรั่งเศส) แต่อธิบายความหมายต่างกันเป็น 3 แนวทาง (บางกลุ่มรวมสัญญา บางกลุ่มไม่รวม) สร้างความสับสน, • จุดยืนอาจารย์: ในตัวบทกฎหมายไทย (วิฯ ปฏิบัติ, จัดตั้งศาลฯ) ไม่มีคำว่า "นิติกรรมทางปกครอง" มีแต่คำเฉพาะเจาะจงคือ คำสั่ง, กฎ, สัญญา ดังนั้น ไม่ควรนำคำนี้มาใช้ เพราะไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด, 5. อิทธิพลของกฎหมายเยอรมัน • ต้นแบบ: กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองของไทย (มาตรา 5 เรื่องนิยามคำสั่งทางปกครอง) ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากกฎหมายเยอรมัน (มาตรา 35 VwVfG) ซึ่งคิดค้นโดย Otto Mayer • วิธีคิด: ใช้ "คำสั่งทางปกครอง" เป็นตัวตั้ง (โดยมีองค์ประกอบ 5 ประการ) หากการกระทำใดขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง ก็จะกลายเป็นการกระทำประเภทอื่น (เช่น กฎ หรือ ปฏิบัติการ), • พัฒนาการ: กฎหมายไทยกำลังมีการแก้ไขเพื่อนำหลักการของเยอรมันที่เคยตัดออกกลับมาใส่ให้สมบูรณ์ขึ้น เช่น เรื่องคำสั่งทางปกครองทั่วไป และคำสั่งทางปกครองที่เป็นโมฆะ