У нас вы можете посмотреть бесплатно สหรัฐฯเลือกถือ Bitcoin ล้างหนี้และรักษาเงินดอลลาร์ จีนไล่เก็บทองคำพาตัวเองออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
ปกติแล้ว ทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง Safe Haven จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะที่ไม่สงบอย่างเช่นสงคราม แต่ว่าสองครามระหว่างสหรัฐฯกับ อิหร่าน เริ่มต้นมาได้สองสัปดาห์แล้ว กลับกลายเป็น บิทคอยน์ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าทองคำรวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของนักลงทุนสถาบันในการยอมรับบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงควบคู่ไปกับสินทรัพย์เติบโต (Growth Asset) ผู้เขียนมองว่าสาเหตุที่บิทคอยน์สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเวลานี้มาจากเหตุผลต่อไปนี้ ระดับแวลูเอชั่นที่น่าสนใจระยะยาว ราคาบิทคอยน์ ปรับตัวลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดลงมาแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์ ถือเป็นการปรับตัวลงในระดับที่ใกล้เคียงกับสถิติในอดีตที่เคยลงมาระดับ 60-70% ขณะที่ข้อมูล OnChain แสดงให้เห็นถึงระดับ MVRV ซึ่งแสดงถึงมูลค่าบิทคอยน์เมือ่เทียบกับต้นทุนราคาโดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 1.1-1.2 ซึ่งสถิติในอดีตถือเป็นระดับราคาที่น่าสนใจ แม้จะไม่ถึงขั้น Undervalue แต่เป็นระดับราคา Fair Value ที่ไม่ถูกและไม่แพงเกินไป การที่ราคาในตลาดไม่แพงเกินไปทำให้นักลงทุนระยะยาวเริ่มที่จะเข้ามาสะสมบิทคอยน์มากขึ้น ทำให้ Downside Risk เริ่มที่จะจำกัด แรงขายจึงออกมาไม่มากนักแม้ว่าสถิติในอดีตเมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ขณะเดียวกันนักลงทุนพุ่งเป้าไปที่การขายทำกำไรในทองคำและแร่โลหะที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้แทนจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ตลอดจนหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นแรงมาก่อนหน้านี้ ความสามารถในการเคลื่อนย้ายและซื้อขายที่คล่องกว่าทองคำ หลังจากที่เกิดสงครามได้เกิดปรากฎการณ์ที่มียอดการโอนบิทคอยน์ออกจากศูนย์ซื้อขายคริปโตใหญ่ของอิหร่านเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ บ่งบอกถึงความต้องการนำสินทรัพย์การเงินหนีออกจากสถาบันการเงินในประเทศที่อาจจะด้อยค่าหรือศูนย์ค่าจากภาวะสงคราม นอกจากนี้อาจยังเป็นการเพิ่มความต้องการบิทคอยน์ในตลาดมากขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากในภาวะสงครามที่เกิดอุปสรรคในการขนย้ายทองคำ อย่างเช่นกรณีของร้านทองในประเทศไทยที่ต้องปิดซื้อขายทองแท่งเนื่องจากปัญหาด้านการขนส่ง บิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ที่มีความเป็น Store Of Value เหมือนทองคำแต่มีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างสะดวกบนช่องทางออนไลน์ อาจเรียกได้ว่าสงครามที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนเห็นคุณสมบัติที่แท้จริงของบิทคอยน์ชัดเจนขึ้น นักลงทุนเตรียมรับมือกับอัตราเงินเฟ้อระดับสูง การที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความกังวลในแง่ของเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตาม จุดนี้อาจทำให้นักลงทุนต้องมองหาสินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อได้ซึ่งบิทคอยน์มีคุณสมบัติดังกล่าวอยู่แม้ว่าราคาจะปรับตัวเป็นขาลงแต่ในระยะยาวยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับสูงเสมอ ความโดดเด่นของบิทคอยน์เหนืองทองคำในช่วงสั้นยังสะท้อนไปยังการลงทุนผ่าน ETF ด้วยโดย JPMorgan มีการให้ข้อมูลว่ากองทุนทองคำ ETF ที่ใหญ่ที่สุดคือ SPDR Gold Shares (GLD) มีเงินไหลออกคิดเป็นประมาณ 2.7% ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารตั้งแต่เกิดสงคราม ขณะที่กองทุน Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุดคือ iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock มีเงินไหลเข้าอยู่ที่ประมาณ 1.5% ของสินทรัพย์ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะเดียวกันผู้จัดการลงทุนอย่าง Bitwise คาดว่าราคาทองคำจะพุ่งแตะระดับ1 ล้านดอลลาร์ เพียงแค่กินมาร์เกตแชร์ 17% ของทองคำในฐานะสินทรัพย์ Store Of Value ปัจจุบัน มูลค่าตลาดสินทรัพย์ประเภทนี้มีมูลค่ารวมเกือบ 38 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นทองคำประมาณ 36 ล้านล้านดอลลาร์ และบิทคอยน์ราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 4% ทั้งนี้ตอนที่กองทุน ETF ทองคำ ตัวแรกเปิดตัวในสหรัฐฯ ในปี 2004 ตลาดทองคำทั้งหมดมีมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ปัจจุบันเติบโตจนเกือบแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นประมาณ 13% หากตลาดสินทรัพย์ Store Of Value ยังคงเติบโตในอัตราดังกล่าว ประเมินว่าอาจมีมูลค่าถึงประมาณ 121 ล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้าและถ้าบิทคอยน์ครองส่วนแบ่งตลาดเพียง 17% ราคาจะมีโอกาสแตะ 1 ล้านดอลลาร์ได้