У нас вы можете посмотреть бесплатно ร่างกาย "กิน" เซลล์มะเร็งตัวเองได้จริงหรือ? เจาะลึกกลไก Autophagy และวิธี "อด" ให้โรคกลัว или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
ร่างกาย "กิน" เซลล์มะเร็งตัวเองได้จริงหรือ? เจาะลึกกลไก Autophagy และวิธี "อด" ให้โรคกลัว **เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์** ☆ คุณเชื่อหรือไม่ว่า ร่างกายของเรามียาอายุวัฒนะและ "เครื่องกำจัดขยะ" ซ่อนอยู่ภายในเซลล์? กลไกธรรมชาติที่ว่านี้คือ "Autophagy" (ออโต้ฟาจี้) หรือกระบวนการที่เซลล์ "กิน" ตัวเอง เพื่อรีไซเคิลของเสียให้กลับมาเป็นพลังงาน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่อาจช่วยต้านมะเร็งและชะลอวัยได้ หากเรารู้วิธีเปิดสวิตช์มันให้ทำงาน ☆ วันนี้เราจะพาไปไขความลับจาก คุณหมอมอทโต้ (นพ.ปิยบุตร) และข้อมูลงานวิจัยระดับรางวัลโนเบล ว่าเราจะกระตุ้นกระบวนการนี้ได้อย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผลจริง 1. Autophagy คืออะไร? ทำไมถึงได้รางวัลโนเบล? คำว่า Autophagy มาจากภาษากรีก แปลตรงตัวว่า "การกินตัวเอง" ฟังดูน่ากลัว แต่ในความเป็นจริง มันคือระบบ "Big Cleaning" ของร่างกาย ค้นพบโดยศาสตราจารย์ Yoshinori Ohsumi ชาวญี่ปุ่น ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ปี 2016 เปรียบเทียบง่ายๆ คือ เมื่อเรา "อดอาหาร" จนร่างกายขาดพลังงาน เซลล์จะเกิดความเครียด (ในทางที่ดี) และเริ่มมองหาแหล่งพลังงานสำรอง โดยการ "จับกิน" โปรตีนที่เสื่อมสภาพ ขยะในเซลล์ หรือแม้แต่สิ่งแปลกปลอม เพื่อนำมา รีไซเคิลเป็นกรดอะมิโนและพลังงานใหม่ ผลลัพธ์คือเซลล์สะอาดขึ้น แข็งแรงขึ้น และลดโอกาสการกลายพันธุ์เป็นมะเร็ง 2. "อินซูลิน" กุญแจดอกสำคัญที่ต้องรู้ คุณหมอมอทโต้ย้ำเสมอว่า "อินซูลิน" คือฮอร์โมนที่เป็นตัวสั่งการหลัก • เมื่อเรากิน (Fed State): อินซูลินพุ่งสูงขึ้น ร่างกายเข้าสู่โหมด "สะสม" (Anabolic) กระบวนการ Autophagy จะถูกปิดสวิตช์ทันที • เมื่อเราอด (Fasting State): อินซูลินลดต่ำลง ร่างกายสลับสวิตช์ไปใช้พลังงานสำรอง (Catabolic) และเริ่มกระบวนการ Autophagy ปัญหาของคนยุคปัจจุบันคือ เรากินบ่อยเกินไป! กินวันละ 3-5 มื้อ แถมยังมีของว่าง ทำให้ระดับอินซูลินสูงค้างตลอดเวลา ร่างกายจึงไม่มีโอกาสได้ "ซ่อมแซมตัวเอง" เลย 3. วิธี "อด" เพื่อเปิดสวิตช์ Autophagy (ต้องนานแค่ไหน?) การอดอาหาร หรือ Intermittent Fasting (IF) คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด การจะกระตุ้น Autophagy ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่งดมื้อเย็นแล้วจบ แต่ต้องเข้าใจ "ไทม์ไลน์" ของร่างกาย: • 12-16 ชั่วโมงแรก: ร่างกายใช้แป้งและไกลโคเจนในตับจนหมด เริ่มสลับมาใช้ไขมัน (Ketosis) ช่วงนี้จะเริ่มมีการเผาผลาญไขมันดีขึ้น [Video] • 16-24 ชั่วโมง (จุดเริ่ม Autophagy): นี่คือช่วงเวลาทองที่ Autophagy เริ่มทำงานอย่างจริงจังในมนุษย์ เซลล์เริ่มเก็บกวาดขยะ • 24-48 ชั่วโมง (Deep Clean): เป็นช่วงที่ Autophagy ทำงานสูงสุด (Peak) มีการกระตุ้น Growth Hormone เพื่อรักษาดูและกล้ามเนื้อ รูปแบบการทำ IF ที่แนะนำ: • มือใหม่: เริ่มที่ 16/8 (อด 16 ชั่วโมง กิน 8 ชั่วโมง) เช่น งดมื้อดึก จบมื้อเย็น 5 โมง กินอีกที 9 โมงเช้า [Video] • มือโปร: ขยับไปทำ Prolonged Fasting (อดนานกว่า 24-48 ชม.) นานๆ ครั้ง เช่น ปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อ Deep Clean ร่างกาย แต่ต้องทำเมื่อร่างกายพร้อมและสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น • 4. ดื่มอะไรได้บ้างตอนอด? (ข้อควรระวังเรื่องน้ำต้มกระดูก!) ในวิดีโอคุณหมอแนะนำว่าสิ่งที่ดื่มได้คือ: • น้ำเปล่า (สำคัญที่สุด) • กาแฟดำ / ชาไม่ใส่น้ำตาล • น้ำผสมเกลือแร่ (เพื่อป้องกันอาการเวียนหัวและขาดเกลือแร่) [Video] ประเด็นถกเถียงเรื่อง "น้ำต้มกระดูก" (Bone Broth): ในมุมมองของการลดน้ำหนักทั่วไป น้ำต้มกระดูกดื่มได้เพราะไม่กระตุ้นอินซูลินมากนัก แต่ถ้าเป้าหมายของคุณคือ "การรักษามะเร็ง" หรือ "Deep Autophagy" ข้อมูลวิจัยระบุว่า "ควรเลี่ยง" เพราะน้ำต้มกระดูกมี กรดอะมิโน (โปรตีน) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นเซ็นเซอร์ mTORC1 ให้ปิดการทำงานของ Autophagy ได้ทันที ดังนั้นถ้าจะเอาให้สุดทางเพื่อขจัดเซลล์ร้าย "น้ำเปล่า" คือคำตอบที่ดีที่สุดครับ 5. เทคนิค "Break Fast" จบการอดอย่างไรไม่ให้พัง? การกินมื้อแรกหลังอดสำคัญมาก คุณหมอมอทโต้เตือนว่า "อย่าเพิ่งกินแป้ง/น้ำตาลทันที" ในมื้อเช้า เพราะช่วงเช้าฮอร์โมนเครียด (Cortisol) ทำงานสูงอยู่แล้ว ซึ่ง Cortisol มีฤทธิ์เพิ่มน้ำตาลในเลือด ถ้าเราเติมแป้งเข้าไปอีก จะยิ่งทำให้น้ำตาลพุ่งสูงและหยุดการเผาผลาญไขมัน สูตร Break Fast ที่ดีที่สุด: • เริ่มด้วย ไขมันดี (เช่น อะโวคาโด, น้ำมันมะกอก) • ตามด้วย โปรตีน (เนื้อสัตว์, ไข่) • ปิดท้ายด้วย ผักใบเขียว วิธีนี้จะช่วยยืดระยะเวลาการเผาผลาญไขมัน (Ketosis) ต่อไปได้อีกหลายชั่วโมงแม้เราจะกินอาหารแล้วก็ตาม 6. ใครบ้าง "ห้าม" ทำเด็ดขาด? แม้ Autophagy จะดี แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่มีภาวะ "ผอมแห้ง" (Cachexia) หรือกล้ามเนื้อลีบ การอดอาหารอาจเร่งให้ร่างกายสลายกล้ามเนื้อและเสียชีวิตเร็วขึ้นได้ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ สรุป การทำ IF และกระตุ้น Autophagy เป็นเหมือนการ "กดปุ่มรีเซ็ต" ให้ร่างกาย แต่ต้องทำด้วยความรู้และความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การทรมานตัวเอง หากทำถูกวิธี มันคือเกราะป้องกันโรคร้ายและยาอายุวัฒนะที่ฟรีที่สุดที่คุณหาได้ครับ! #Autophagy #กลืนกินตัวเอง #รักษามะเร็ง #หมอมอทโต้ #IntermittentFasting #IFลดน้ำหนัก #สุขภาพดีชะลอวัย #รางวัลโนเบลการแพทย์ #ลดไขมันพอกตับ #FastingMimickingDiet #life.connex @pattharachai.lakornrach 📌 ดูข้อมูลต้นเรื่องได้ที่: "ร่างกาย 'กิน' เซลล์มะเร็งตัวเองได้ แค่คุณรู้จัก วิธีอด (Autophagy) | หมอมอทโต้ นพ. ปิยบุตร" • ร่างกาย 'กิน' เซลล์มะเร็งตัวเองได้ แค่คุณร... ☆ ติดตามเนื้อหา สาระดีๆ ได้ทาง ☆ ☆ / life.connex ☆ / 1gnlttszvh ☆ / @life.connex