У нас вы можете посмотреть бесплатно สัจจะหนึ่งเดียว สองภาษา или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
สัจธรรมหนึ่งเดียวเหนือเปลือกศาสนา ชุดแหล่งข้อมูลเหล่านี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างพุทธศาสนาและศาสนาคริสต์ โดยมุ่งเน้นไปที่การก้าวข้ามกรอบจารีตทางศาสนาไปสู่สัจธรรมสูงสุดที่เป็นสากล เนื้อหาชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งแท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวความจริงแต่อยู่ที่อัตตาและการยึดติดในภาษาหรือรูปแบบบุคคลที่มนุษย์ใช้ทำความเข้าใจพระเจ้าหรือความหลุดพ้น แหล่งข้อมูลพยายามเชื่อมโยงสภาวะนิพพานเข้ากับการเข้าส่วนในพระคริสต์ โดยมองว่าเป็นสภาวะเดียวกันของการดับสูญตัวตน (Zero Percent Self) และการหยุดแสวงหาด้วยกำลังของตนเองเพื่อให้สัจจะปรากฏ นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวคิดว่าพระเจ้าในระดับสัจธรรมคือสภาวะแห่งความรักและวิญญาณที่ไม่ถูกจำกัดด้วยความเป็นบุคคล ซึ่งมนุษย์จะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อยอมตายต่อตนเองเพื่อพบกับสันติสุขที่แท้จริงภายในปัจจุบันขณะ ความจริงแท้ (Ultimate Reality) ที่อยู่เหนือภาษาและรูปแบบทางศาสนาของทั้งพุทธและคริสต์ ตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล คือ สภาวะแห่งการดับสิ้นของอัตตาตัวตน (Egolessness) หรือสภาวะที่มนุษย์ก้าวข้ามการยึดถือรูปแบบบุคคลเพื่อเข้าสู่ สัจจะที่ไร้รูปและไม่ถูกจำกัด ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสามารถสรุปประเด็นสำคัญของสภาวะดังกล่าวได้ดังนี้: 1. สภาวะที่เป็นอิสระจากรูปแบบบุคคล (Beyond Personhood) ในระดับลึกที่สุด ทั้งสองศาสนาชี้ไปยังความจริงที่ไม่อาจนิยามด้วยลักษณะของมนุษย์: • ฝั่งคริสต์: แม้จะมีการสื่อสารผ่านภาพลักษณ์ "พระเจ้าที่เป็นบุคคล" เพื่อให้มนุษย์เข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่สัจจะสูงสุดคือ "พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ" (God is Spirit) ซึ่งไม่มีรูป ไม่มีเพศ และไม่ใช่วัตถุ และทรงเป็น "รากฐานแห่งการมีอยู่" (Ground of Being) ที่ดำรงอยู่เหนือคำนิยามใดๆ • ฝั่งพุทธ: สัจธรรมสูงสุดคือ "ธรรม" หรือ "ตถตา" (ความเป็นเช่นนั้นเอง) ซึ่งไม่เป็นบุคคล ไม่ใช่ผู้สั่งการ แต่เป็นสภาวะของธรรมชาติที่ไร้ตัวตนถาวร (อนัตตา) และความว่างจากความยึดมั่น (สุญญตา) 2. จุดบรรจบที่ "การตายของอัตตา" (The Death of Ego) แหล่งข้อมูลระบุว่า "การดับของตัวตน" คือประตูเดียวสู่สัจธรรมที่อยู่เหนือภาษา: • คริสต์ เรียกสภาวะนี้ว่า "การตายต่อตนเอง" หรือ Kenosis (การทำตัวให้ว่างลง) ดังที่อัครทูตเปาโลกล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้มีชีวิตอยู่เอง แต่พระคริสต์ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า" • พุทธ เรียกสภาวะนี้ว่า "อนัตตา" หรือการตระหนักรู้ว่าไม่มีตัวตนที่แท้จริงให้ต้องยึดถือ • เมื่อ "เราเหลือ 0%" สัจธรรมจึงจะสามารถสำแดงออกมาได้อย่างเต็มที่ 100% 3. สภาวะที่ปรากฏเมื่อ "หยุด" (The State of Stillness) สัจธรรมนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าถึงได้ด้วยความพยายามเชิงตรรกะหรือการฝึกฝนทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่จะปรากฏขึ้นเมื่อ "มนุษย์หยุด": • พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่า "เราหยุดแล้ว" ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดของความพยายามโดยอัตตา • พระคัมภีร์คริสต์กล่าวว่า "จงสงบ (Be still) และรู้ว่าเราคือพระเจ้า" • สภาวะนี้คือ สันติสุขที่อยู่เหนือเหตุการณ์และสถานการณ์ (Peace Beyond Circumstances) ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของโลก 4. สัจธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวและไร้สังกัด ในระดับอภิปรัชญา สัจธรรมนี้คือ "ความจริงเดียว (Truth is one)" ที่สวมหน้ากากหรือใช้ภาษาต่างกันตามบริบทวัฒนธรรม: • มันคือสภาวะที่ "ไม่มีผู้รัก ไม่มีถูกรัก เหลือเพียงความรัก" • เป็นสภาวะที่อยู่เหนือข้อโต้แย้งทางศาสนา เพราะ "สัจจะไม่เคยแบ่งศาสนา แต่ศาสนามักแบ่งมนุษย์" • เมื่ออัตตาดับลง คำว่า "พระเจ้า" หรือ "นิพพาน" ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย เพราะสัจธรรมนั้นจะถูก "เป็น" มากกว่าถูก "เข้าใจ" สรุปได้ว่า ความจริงแท้ที่อยู่เหนือภาษาคือ สภาวะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว (Non-dual Reality) ที่เกิดขึ้นเมื่อตัวตนเทียมหายไป เหลือเพียงความว่างที่เปี่ยมด้วยความรักและสันติสุขที่ไม่อาจปรุงแต่งได้ด้วยความคิดของมนุษย์ เปรียบได้กับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ศาสนาต่างๆ อาจเป็นเหมือนแม่น้ำสายต่างๆ ที่มีชื่อเรียกและทิศทางต่างกัน แต่เมื่อไหลไปถึงจุดสิ้นสุดและรวมเข้ากับมหาสมุทรแล้ว ชื่อเรียกของแม่น้ำและรูปแบบของสายน้ำก็สลายไป เหลือเพียงน้ำเนื้อเดียวกันที่กว้างขวางไร้ขอบเขต เหตุใดพระเจ้าจึงต้องสื่อสารผ่านรูปแบบบุคคลในมุมมองคริสต์ศาสนา ในมุมมองของคริสต์ศาสนาตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล เหตุผลสำคัญที่พระเจ้าต้องสื่อสารผ่านรูปแบบบุคคล (Personhood) ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงถูกจำกัด แต่เป็นเพราะ "ความจำกัดของมนุษย์" เองที่ยังไม่สามารถรับรู้สัจธรรมที่ไร้รูปได้โดยตรง, โดยสามารถสรุปเหตุผลเชิงลึกจากแหล่งข้อมูลได้ดังนี้: • เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถของมนุษย์: แหล่งข้อมูลอ้างถึงพระคัมภีร์ยอห์น 16:12 ที่ว่า "เรายังมีอีกหลายอย่างจะพูดกับท่าน แต่เวลานี้ท่านยังรับไม่ได้" มนุษย์มักพยายามเข้าใจสิ่งไม่มีรูปด้วยสมองที่ยึดติดกับรูป พระเจ้าจึงต้อง "ถ่อมพระองค์" ลงมาสื่อสารผ่านกรอบที่มนุษย์พอจะเข้าใจได้ เช่น ผ่านตัวบุคคล ภาษา และประวัติศาสตร์ เพื่อให้มนุษย์สามารถรับรู้ถึงพระองค์ได้,, • เป็นสะพานแห่งความสัมพันธ์: เนื่องจากมนุษย์เริ่มต้นด้วยความกลัวและต้องการ "ผู้คุ้มครอง" การที่พระเจ้าสื่อสารในรูปแบบบุคคลจึงเป็น สะพานที่ช่วยให้มนุษย์สร้างความสัมพันธ์ เข้าถึงความรัก และความไว้วางใจได้ในระดับที่จิตใจมนุษย์จะสัมผัสได้, • การใช้ภาษาเชิงอุปมาเพื่อให้เข้าถึง "แหล่งกำเนิด": การเรียกพระเจ้าว่า "พระบิดา" ไม่ได้หมายถึงเพศสภาพหรือบุคคลที่มีตัวตนเหมือนมนุษย์ แต่ในภาษาเดิมสื่อถึง "แหล่งกำเนิด" หรือต้นทางของสรรพสิ่ง, การใช้ภาษาเชิงความสัมพันธ์แบบบุคคลนี้ เป็นวิธีที่ทำให้มนุษย์ซึ่งยังต้องการ "ภาพ" สามารถเชื่อมโยงกับพระเจ้าได้ • เป็นขั้นตอนของการเติบโตทางจิตวิญญาณ: แหล่งข้อมูลระบุว่า การรับรู้พระเจ้าในระดับภาษาหรือรูปแบบบุคคลนั้นเป็น "ขั้นของการเติบโต" เพื่อนำมนุษย์ไปสู่ความสัมพันธ์และการไว้วางใจ ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระดับสัจจะที่เป็น "สภาวะ" หรือความรักที่ไร้อัตตาในที่สุด,