У нас вы можете посмотреть бесплатно โซเดียมแฝงในอาหาร ตัวการความดันพุ่งและวิธีหลีกเลี่ยง или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
สวัสดีครับ แฟนเพจ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ทุกท่าน ผม Dr.Tee ครับ วันนี้หมอจะมาชวนคุยถึงภัยเงียบใกล้ตัวที่แฝงมากับความอร่อย และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้สักที นั่นก็คือเรื่องของ "โซเดียมแฝง" (Hidden Sodium) ครับ เวลาที่หมอแนะนำคนไข้โรคความดันโลหิตสูงว่า "ต้องลดเค็มนะ" หลายท่านมักจะตอบอย่างมั่นใจว่า "หมอครับ ผมไม่เติมน้ำปลา ไม่ซดน้ำซุปเลยนะ ทำไมความดันยังสูงอยู่?" ทราบไหมครับว่า ความจริงแล้วโซเดียมที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ กว่า 70-80% ไม่ได้มาจากการเติมน้ำปลาหรือเกลือบนโต๊ะอาหารครับ แต่มัน "แฝง" อยู่ในอาหารแปรรูปและขนมต่างๆ ที่บางครั้ง "ไม่มีรสเค็ม" เลยแม้แต่น้อย วันนี้หมอธีจะพาไปเจาะลึกกลไกทางสรีรวิทยากันครับว่า โซเดียมทำให้หลอดเลือดเราต้องรับภาระหนักได้อย่างไร และเราจะหลีกเลี่ยงโซเดียมแฝงเหล่านี้ด้วยหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ได้อย่างไรครับ โซเดียมกับความดันโลหิต: กลไกอุ้มน้ำที่ทำร้ายหลอดเลือด ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า "โซเดียม" ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไปครับ มันเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อเรารับมันเข้ามา "มากเกินไป" ในทางสรีรวิทยา โซเดียมมีคุณสมบัติในการ "อุ้มน้ำ" ครับ เมื่อมีปริมาณโซเดียมในกระแสเลือดสูง ร่างกายจะพยายามรักษาสมดุลโดยการดึงน้ำจากเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ เข้ามาไว้ในหลอดเลือดเพื่อเจือจางโซเดียม ผลที่ตามมาคือ "ปริมาตรเลือด" ในระบบจะเพิ่มสูงขึ้น เปรียบเสมือนการเปิดน้ำใส่สายยางจนตึงเปรี๊ยะ หัวใจของเราจึงต้องออกแรงบีบตัวปั๊มเลือดหนักขึ้น และผนังหลอดเลือดก็ต้องทนรับแรงดันที่สูงขึ้นตามไปด้วย หากปล่อยให้เกิดภาวะนี้เรื้อรัง หลอดเลือดจะเริ่มแข็งตัว นำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจและไตเสื่อมในที่สุดครับ [1] เปิดหน้ากาก "โซเดียมแฝง" อาหารไม่เค็มแต่โซเดียมพุ่ง! องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เราบริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา) [2] แต่ข้อมูลพบว่าคนไทยบริโภคโซเดียมสูงถึงวันละเกือบ 4,000 มิลลิกรัม! ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก "โซเดียมแฝง" ที่อยู่ในรูปแบบของสารปรุงแต่ง สารกันบูด หรือผงฟู โดยมักพบในกลุ่มอาหารต่อไปนี้ครับ: 1. กลุ่มเบเกอรี่ ขนมปัง ขนมเค้ก: หลายคนแปลกใจว่าขนมปังหวานๆ จะมีโซเดียมได้อย่างไร? คำตอบคือ "ผงฟู" (Baking Powder) และ "เบกกิ้งโซดา" (Sodium Bicarbonate) ที่ทำให้ขนมนุ่มฟูนั้น มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบหลักครับ การทานขนมปังหรือเค้ก จึงเป็นการรับโซเดียมเข้าไปโดยที่เราไม่รู้ตัว [3] 2. อาหารแปรรูปและเนื้อสัตว์ดัดแปลง: ไส้กรอก แฮม หมูยอ ลูกชิ้น หรืออาหารแช่แข็งต่างๆ ไม่ได้มีแค่เกลือปรุงรสครับ แต่ยังอุดมไปด้วยสารกันบูด (Sodium Benzoate) และสารกันเสียอื่นๆ ซึ่งสารประกอบทางเคมีเหล่านี้ล้วนมี "โซเดียม" เป็นแกนกลางแทบทั้งสิ้น [3] 3. เครื่องปรุงรสที่ไม่ได้มีแค่ความเค็ม: ผงชูรส (Monosodium Glutamate - MSG) ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มสุกี้ หรือแม้แต่น้ำสลัดบางชนิด มีการเติมโซเดียมในรูปแบบต่างๆ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและชูรสชาติให้กลมกล่อม แม้เราจะไม่รู้สึกเค็มจัด แต่ปริมาณโซเดียมนั้นสูงทะลุเพดานครับ วิธีหลีกเลี่ยงโซเดียมแฝงด้วยวิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) การลดโซเดียมแฝง ทำได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมดังนี้ครับ: ฝึกอ่านฉลากโภชนาการ: ก่อนหยิบขนมหรืออาหารกล่อง ให้พลิกดูฉลากด้านหลัง หมั่นสังเกตคำว่า "โซเดียม" หากมีปริมาณเกิน 200 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ถือว่าเริ่มสูงแล้วครับ ให้พยายามเลือกสูตรที่ระบุว่า Low Sodium เน้นอาหารธรรมชาติ (Whole Foods): เลือกรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น เนื้อสัตว์สด ผักสด ผลไม้สด แทนการทานอาหารแช่แข็ง แปรรูป หรืออาหารกระป๋อง ทำอาหารเองและชิมก่อนปรุง: การทำอาหารทานเองช่วยให้เราควบคุมปริมาณเครื่องปรุงได้ และควรฝึกนิสัยชิมก่อนเติมเสมอ ลดการใช้ผงปรุงรสสำเร็จรูป แล้วหันมาใช้สมุนไพร เครื่องเทศ (เช่น กระเทียม พริกไทย รากผักชี) เพื่อเพิ่มความหอมและรสชาติแทนครับ บทสรุปจากหมอธี โซเดียมแฝง ถือเป็น "ผู้ร้ายหน้าหยก" ที่ดูไม่มีพิษมีภัย ไม่มีรสเค็มจัดจ้านให้เราเอะใจ แต่มันกลับแอบแฝงเข้าไปทำลายความยืดหยุ่นของหลอดเลือดอย่างเงียบๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาบริโภคอาหารธรรมชาติ ลดอาหารแปรรูป และอ่านฉลากโภชนาการให้เป็นนิสัย คือรากฐานสำคัญของเวชศาสตร์วิถีชีวิตที่จะช่วยป้องกันและลดระดับความดันโลหิตสูงได้อย่างยั่งยืนครับ อย่างไรก็ตาม ตามหลักมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรม การปรับพฤติกรรมการทานอาหารเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ ห้ามผู้ป่วยหยุดรับประทานยาลดความดันโลหิต หรือปรับขนาดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาดนะครับ หากท่านดูแลโภชนาการได้ดีจนระดับความดันโลหิตลดลงสู่เกณฑ์ปกติอย่างต่อเนื่อง แพทย์ผู้ทำการรักษาจะเป็นผู้พิจารณาปรับลดยาให้ท่านเองอย่างปลอดภัยครับ ชวนลูกเพจคุย: แฟนเพจของหมอธีเพิ่งทราบไหมครับว่า "เบเกอรี่และขนมปัง" ก็มีโซเดียมซ่อนอยู่เพียบ? หลังจากนี้เวลาเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต มีใครตั้งใจจะลองพลิกดูฉลากโภชนาการก่อนหยิบใส่ตะกร้าบ้างเอ่ย มาคอมเมนต์บอกหมอหน่อยนะครับว่า อาหารแปรรูปโปรดของคุณ มีโซเดียมอยู่เท่าไหร่! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (References): [1] Farquhar, W. B., Edwards, D. G., Jurkovitz, C. T., & Weintraub, W. S. (2015). Dietary sodium and health: more than just blood pressure. Journal of the American College of Cardiology, 65(10), 1042-1050. [2] World Health Organization (WHO). (2012). Guideline: Sodium intake for adults and children. Geneva: World Health Organization. [3] Appel, L. J., Frohlich, E. D., Hall, J. E., Pearson, T. A., Sacco, R. L., Seals, D. R., ... & Van Horn, L. (2011