У нас вы можете посмотреть бесплатно เทคนิคกินคาร์บอย่างไร ไม่ให้กระตุ้นอินซูลินรุนแรง или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
สวัสดีครับ แฟนเพจ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ทุกท่าน ผม Dr.Tee ครับ วันนี้หมอมีเทคนิคดีๆ ที่สายกินเส้น สายข้าว หรือคนที่ขาดแป้งไม่ได้ ต้องถูกใจแน่นอนครับ นั่นก็คือเรื่องของ "เทคนิคกินคาร์บอย่างไร ไม่ให้กระตุ้นอินซูลินรุนแรง" ครับ เวลาที่เราพูดถึงการคุมน้ำหนักหรือดูแลรักษาระดับน้ำตาลในเลือด "คาร์โบไฮเดรต" มักจะตกเป็นจำเลยที่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายเสมอ หลายคนเลือกใช้วิธีงดแป้งไปเลย (No Carb) ซึ่งอาจทำให้รู้สึกโหย อ่อนเพลีย และทำได้ไม่ยั่งยืน แต่ในทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) เราพบว่า "คาร์โบไฮเดรตไม่ใช่ศัตรู" ครับ หากเราเข้าใจกลไกของร่างกายและรู้จัก "เทคนิคการกิน" เราก็สามารถเอ็นจอยกับคาร์บได้ โดยที่ฮอร์โมนอินซูลินไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไปครับ ทำไมต้องระวังไม่ให้อินซูลินพุ่งปรี๊ด? เมื่อเรากินคาร์บที่ย่อยง่าย ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสอย่างรวดเร็ว ตับอ่อนก็ต้องรีบหลั่ง "อินซูลิน" ออกมาเก็บกวาดน้ำตาลเข้าเซลล์ การที่อินซูลินพุ่งสูงบ่อยๆ จะนำไปสู่ "ภาวะดื้ออินซูลิน" (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นต้นตอของโรคอ้วนลงพุงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ครับ วันนี้หมอมี 4 เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลมาฝากครับ 4 เทคนิคกินคาร์บอย่างฉลาด สยบอินซูลินพุ่ง 1. เลือกลักษณะของคาร์บ: เน้นคาร์บเชิงซ้อน (Complex Carbohydrates) กฎข้อแรกและสำคัญที่สุด คือการเลือกชนิดของคาร์โบไฮเดรตครับ เราควรลดกลุ่ม "คาร์บเชิงเดี่ยว" หรือแป้งขัดขาว (เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว น้ำตาลทราย) เพราะโครงสร้างถูกย่อยง่าย ทำให้น้ำตาลทะลักเข้ากระแสเลือดทันที ควรเปลี่ยนมาเป็น "คาร์บเชิงซ้อน" เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ควินัว มันเทศ หรือธัญพืชไม่ขัดสี คาร์บกลุ่มนี้จะมี "ใยอาหาร" (Fiber) ห่อหุ้มอยู่ ซึ่งไฟเบอร์จะทำหน้าที่เสมือนตาข่ายกรอง ช่วยชะลอกระบวนการย่อย ทำให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมน้ำตาล ระดับน้ำตาลในเลือดจึงค่อยๆ ขึ้นและค่อยๆ ลงอย่างเป็นธรรมชาติครับ [1] 2. ศิลปะแห่งการจัดลำดับการกิน (Food Sequencing) ทราบไหมครับว่า กินอาหารชุดเดียวกัน แต่ "ลำดับการตักเข้าปาก" ต่างกัน ก็ส่งผลต่อระดับน้ำตาลไม่เท่ากัน! งานวิจัยทางการแพทย์พบว่า หากเราเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยการกิน "ผัก (ไฟเบอร์)" ตามด้วย "เนื้อสัตว์ (โปรตีน)" แล้วค่อยจบด้วย "ข้าว (คาร์โบไฮเดรต)" ในคำท้ายๆ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินหลังมื้ออาหารได้ดีกว่าการกินข้าวเป็นคำแรกอย่างมีนัยสำคัญครับ กลไกคือ ไฟเบอร์จากผักและโปรตีนจะเข้าไปเคลือบกระเพาะและลำไส้ไว้ก่อน ทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารช้าลง (Delayed gastric emptying) ข้าวที่เรากินตามไปทีหลังจึงถูกย่อยและดูดซึมช้าลงไปด้วยครับ [2] 3. กฎการจับคู่: อย่ากินคาร์บเปล่าๆ (Don't eat "Naked Carbs") การกิน "คาร์บเปล่าๆ" หรือ Naked Carbs เช่น การกินขนมปังแผ่นเดียว ดื่มน้ำผลไม้เพียวๆ หรือกินแครกเกอร์เปล่าๆ ตอนท้องว่าง จะทำให้น้ำตาลพุ่งปรี๊ดได้ง่ายมาก เทคนิคคือ ให้จับคู่คาร์โบไฮเดรตกับ "โปรตีน" หรือ "ไขมันดี" เสมอ (Food Pairing) เช่น หากจะทานแอปเปิ้ล ให้ทานคู่กับเนยถั่ว หรือหากจะทานขนมปังโฮลวีต ให้ทานคู่กับไข่ต้มหรืออะโวคาโด เพราะโปรตีนและไขมันจะใช้เวลาย่อยนานกว่า จึงช่วยหน่วงเวลาไม่ให้น้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตพุ่งเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไปครับ [3] 4. ทริคเปลี่ยนแป้งเป็นไฟเบอร์ (Resistant Starch) นี่คือความลับของกระบวนการทำอาหารครับ เมื่อเราหุงข้าว หรือต้มมันฝรั่งจนสุก แล้วนำไป "แช่ตู้เย็น" ทิ้งไว้ข้ามคืน โครงสร้างของแป้งบางส่วนจะเปลี่ยนรูปไปเป็น "แป้งที่ทนต่อการย่อย" (Resistant Starch) ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยเป็นน้ำตาลได้ แต่จะทำหน้าที่คล้ายใยอาหารชั้นดีให้กับจุลินทรีย์ในลำไส้แทน แม้เราจะนำข้าวหรือมันฝรั่งนั้นมาอุ่นร้อนอีกครั้ง โครงสร้างทนการย่อยนี้ก็ยังคงอยู่ ทำให้ข้าวแช่เย็นที่นำมาอุ่นใหม่ กระตุ้นน้ำตาลในเลือดได้น้อยกว่าข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ ครับ [4] บทสรุปจากหมอธี เห็นไหมครับว่า คาร์โบไฮเดรตไม่ใช่ผู้ร้ายที่เราต้องตัดขาดจากชีวิตเสมอไป ร่างกายและสมองของเรายังคงต้องการพลังงานจากคาร์บครับ เพียงแต่เราต้องรู้จักวิธีรับมือและกินอย่างชาญฉลาด ผ่านเทคนิคการเลือกคาร์บเชิงซ้อน การสลับลำดับการกินผักและโปรตีนก่อน การจับคู่กับไขมันดี และการเพิ่มสัดส่วนแป้งทนการย่อย เทคนิคเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเวชศาสตร์วิถีชีวิต ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ในทุกมื้ออาหาร เพื่อช่วยลดภาระของตับอ่อน ป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน และส่งเสริมสุขภาพในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนครับ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน การนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ ควรทำควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรหยุดหรือปรับยาลดน้ำตาลด้วยตนเองอย่างเด็ดขาดนะครับ ชวนลูกเพจคุย: ปกติเวลาทานข้าว แฟนเพจของหมอธีชอบตักอะไรเข้าปากเป็นคำแรกครับ? ตักข้าวเนื้อๆ ตักกับข้าว หรือตักผักก่อน? หลังจากได้รู้เทคนิค Food Sequencing วันนี้แล้ว มื้อหน้ามีใครอยากลองเปลี่ยนสเต็ปการกินแบบ "ผัก-โปรตีน-แป้ง" ดูบ้าง มาคอมเมนต์แชร์กันได้เลยนะครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (References): [1] Ludwig, D. S. (2002). The glycemic index: physiological mechanisms relating to obesity, diabetes, and cardiovascular disease. JAMA, 287(18), 2414-2423. [2] Shukla, A. P., et al. (2015). Food Order Has a Significant Impact on Postprandial Glucose and Insulin Levels. Diabetes Care, 38(7), e98-e99. [3] Paterson, M., et al. (2015). The Role of Dietary Protein and Fat in Glycaemic Control in Type 1 Diabetes: Implications for Intensive Diabetes Management. Current Diabetes Reports, 15(9), 61. [4] Birt, D. F., et al. (2013). Resistant starch: promise for improving human health.