У нас вы можете посмотреть бесплатно ไทย ซับพลายเชน EV อันดับ 2 ของโลก 🇹🇭 или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
1. ยุทธศาสตร์และเป้าหมายระดับชาติ ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านจาก "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" ในยุคเครื่องยนต์สันดาป (ICE) สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV โดยมียุทธศาสตร์หลักคือ นโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 ความเชื่อมั่นในการเป็นอันดับสองของโลกนั้นมาจากฐานเดิมที่ไทยเป็นผู้ผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันอันดับสองของโลก และผู้ส่งออกยางรถยนต์อันดับสองของโลก ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการต่อยอดสู่ EV 2. โครงสร้างซัพพลายเชนที่ครบวงจร การก้าวสู่เป้าหมายนี้อาศัยการยกระดับซัพพลายเชนทั้งระบบ: ต้นน้ำ (แบตเตอรี่): รัฐบาลดึงดูดการลงทุนในแบตเตอรี่ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 30-40 ของตัวรถ โดย ณ กลางปี 2025 มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 137.7 พันล้านบาท มีผู้เล่นระดับโลกอย่าง CATL SVOLT NV Gotion และ Sunwoda เข้ามาตั้งฐานผลิตทั้งในระดับแพ็คและระดับเซลล์ กลางน้ำ (การผลิตและชิ้นส่วนแม่นยำ): ในปี 2569 ไทยจะมีผู้ผลิตรถยนต์ (OEMs) ดำเนินการเต็มรูปแบบอย่างน้อย 14 ราย เช่น BYD MG GWM Changan และ GAC Aion นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในชิ้นส่วนแม่นยำสูง (Precision Engineering) เช่น Zhenyu Technology ที่ผลิต Motor Cores และ Nidec ที่ผลิตระบบ e-Axle ซึ่งช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ปลายน้ำ (โครงสร้างพื้นฐาน): ไทยตั้งเป้ามีหัวชาร์จ DC Fast Charge 12000 หัว ภายในปี 2030 เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ 3. มาตรการสนับสนุนและเงื่อนไขการผลิตชดเชย กลไกสำคัญคือมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ไม่ได้ให้เพียงเงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อ แต่มีเงื่อนไขบังคับให้บริษัทที่นำเข้าต้องผลิตชดเชยในประเทศ โดยอัตราส่วนจะเพิ่มขึ้นจาก 1:2 ในปี 2569 เป็น 1:3 ภายในปี 2570 มาตรการนี้บีบให้แบรนด์ระดับโลกต้องนำซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่ของตนเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อลดต้นทุนและทำตามเกณฑ์ 4. ความได้เปรียบในการแข่งขันระดับภูมิภาค เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย แม้อินโดนีเซียจะมีทรัพยากรนิกเกิลมหาศาล แต่ไทยมีความได้เปรียบในเชิง "Green Complexity Potential" หรือทักษะแรงงานและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนกว่า รวมถึงการตอบรับของตลาดในประเทศที่รวดเร็ว โดยมียอดขาย EV สูงถึงร้อยละ 15 ของยอดขายรถนั่งส่วนบุคคลในปี 2024 ขณะที่อินโดนีเซียมีเพียงร้อยละ 2.6