У нас вы можете посмотреть бесплатно #สุขใจได้ฟังธรรม или скачать в максимальном доступном качестве, видео которое было загружено на ютуб. Для загрузки выберите вариант из формы ниже:
Если кнопки скачивания не
загрузились
НАЖМИТЕ ЗДЕСЬ или обновите страницу
Если возникают проблемы со скачиванием видео, пожалуйста напишите в поддержку по адресу внизу
страницы.
Спасибо за использование сервиса ClipSaver.ru
"ทันโลกแต่ไม่ทิ้งธรรม: เคล็ดวิชาอยู่กับโลกอย่างผู้เหนือโลก" การ "ไม่ทิ้งธรรม" คือการรักษาใจให้มีความปกติ, แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ, เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ, ใจที่มีธรรมจะมองเห็นโอกาสในการฝึกฝนความอดทน, เมื่อถูกนินทาว่าร้าย, ใจที่มีธรรมจะมองเห็นโอกาสในการแผ่เมตตาและวางอุเบกขา, เมื่อประสบความสำเร็จ, ใจที่มีธรรมจะเตือนตนเองเสมอว่าสิ่งนี้ "ไม่เที่ยง", เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา, จิตใจที่ฝึกมาดีแล้ว, จะมีความนิ่งสงบดั่งภูเขาหินแท่งทึบ, ที่ลมพายุจากสี่ทิศไม่สามารถสั่นคลอนได้, ในขณะที่โลกเรียกร้องความเร็ว, ธรรมะสอนความใจเย็น, ในขณะที่โลกเรียกร้องการครอบครอง, ธรรมะสอนการสละออก, การสละในที่นี้ไม่ใช่การทิ้งสมบัติพัสถาน, แต่คือการสละความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกูของกู, จงมองดูความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี, จากยุคแอนะล็อกสู่ดิจิทัล, จากยุคอินเทอร์เน็ตสู่ปัญญาประดิษฐ์, ทุกอย่างผ่านมาแล้วผ่านไป, ไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร, หากเราเอาใจไปผูกไว้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปรตลอดเวลา, ใจเราย่อมต้องเต้นเร่าไปตามจังหวะที่โลกกำหนด, แต่ถ้าเราวางใจไว้บนฐานของพระธรรม, เราจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ยิ้มรับทุกสถานการณ์ด้วยความเข้าใจ, ความฉลาดทางโลกอาจทำให้เรา "รอด" ในสังคม, แต่ความฉลาดทางธรรมจะทำให้เรา "พ้น" จากกองทุกข์, คนที่ทันโลกแต่ทิ้งธรรม, มักจบลงด้วยความว่างเปล่าท่ามกลางความพรั่งพร้อม, มีบ้านหลังใหญ่แต่ไร้ความอบอุ่น, มีชื่อเสียงโด่งดังแต่โดดเดี่ยวในใจ, มีเงินทองมากมายแต่กลับนอนไม่หลับเพราะความกังวล, ในทางกลับกัน, คนที่ทรงธรรมแต่ตามโลกไม่ทัน, อาจจะใช้ชีวิตลำบากในเชิงกายภาพ, แต่หัวใจเขาสว่างไสว, ทว่า... พระพุทธศาสนาสายกลางมุ่งเน้นให้เราเป็น "อุบาสกอุบาสิกา" ที่มีความพร้อมทั้งทางโลกและทางธรรม, สามารถใช้เครื่องมือทางโลกเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์, โดยมีธรรมะเป็นเข็มทิศคอยชี้ทางไม่ให้หลงระเริงไปในทางที่ผิด, การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน, ไม่ใช่การปิดหูปิดตาไม่รับรู้ข่าวสาร, แต่คือการรับรู้ด้วย "สติสัมปชัญญะ", เมื่ออ่านข่าวที่ชวนให้โกรธ, รู้เท่าทันความโกรธที่เกิดขึ้นในใจ, เมื่อเห็นโฆษณาที่ชวนให้โลภ, รู้เท่าทันความอยากที่พลุ่งพล่าน, การรู้เท่าทันนี้เองคือความหมายที่แท้จริงของการ "ทันโลก", เพราะโลกที่วุ่นวายที่สุดไม่ใช่โลกภายนอก, แต่คือโลกภายในใจของเราเอง, หากเราจัดการโลกภายในได้, โลกภายนอกก็ไร้ความหมายที่จะมาทำร้ายเรา, ทุกวันนี้เราใช้เวลาไปกับการอัปเดตแอปพลิเคชัน, อัปเดตเทรนด์แฟชั่น, แต่อย่าลืมอัปเดต "สภาพจิตใจ" ของตนเองด้วย, ลองสำรวจดูว่า... วันนี้เรามีเมตตามากขึ้นไหม? เราลดความเห็นแก่ตัวลงบ้างหรือเปล่า? เราสามารถยิ้มให้กับความผิดหวังได้หรือไม่? การ "ไม่ทิ้งธรรม" ยังหมายถึงการมีศีลเป็นที่ตั้ง, ศีลคือพื้นฐานของความเรียบง่าย, ในโลกที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยการโกหกหลอกลวง, การรักษาคำสัตย์และการไม่เบียดเบียนผู้อื่นกลายเป็นอัญมณีที่ล้ำค่า, ใครที่มีศีลบริสุทธิ์, ย่อมมีความกล้าหาญทางจริยธรรม, ไม่ต้องหวาดระแวงว่าความลับจะถูกเปิดเผย, ไม่ต้องกังวลกับผลกรรมที่ตามมาจากการเอารัดเอาเปรียบ, ความเบากายเบาใจเช่นนี้, เงินหมื่นล้านก็ซื้อไม่ได้, ความทุกข์ที่มนุษย์เผชิญอยู่ทุกวันนี้, ส่วนใหญ่เป็นทุกข์ที่เกิดจากการ "ปรุงแต่ง", เราเอาเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นมาวิตก, เอาเรื่องที่จบไปแล้วมาฉายซ้ำ, ธรรมะสอนให้เราตัดกระแสแห่งการปรุงแต่งนั้นเสีย, อยู่กับปัจจุบันด้วยปัญญา, ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในนาทีนี้, ผลจะเป็นอย่างไรก็ยอมรับตามความเป็นจริง, นี่คือวิถีของ "ผู้ตื่น" ท่ามกลางคนที่ยังหลับใหลอยู่ในความฝันแห่งความโลภ, โลกอาจจะหมุนไปสู่ยุคที่ทุกอย่างสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัส, แต่ความทุกข์ใจไม่เคยลดน้อยลงเลย, เพราะความสะดวกสบายทางกายไม่ได้การันตีความสงบทางใจ, การมีชีวิตที่ "ทันโลกแต่ไม่ทิ้งธรรม" จึงเป็นศิลปะขั้นสูงสุดของการเป็นมนุษย์, เหมือนบัวที่เกิดในโคลนตม, เติบโตขึ้นมาจากน้ำ, แต่ไม่เปียกน้ำและชูช่อเบ่งบานอย่างสง่างาม, จงฝึกตนให้เป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่นทางโลก, แต่มีความมั่นคงทางธรรม, พร้อมที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ, พร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป, แต่ในขณะเดียวกัน, ก็ไม่ยอมทิ้งความเมตตา, ไม่ทิ้งความกตัญญู, ไม่ทิ้งความละอายเกรงกลัวต่อบาป, และที่สำคัญที่สุดคือไม่ทิ้งการภาวนาเพื่อขัดเกลาจิตตนเอง, ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา, แทนที่จะหยิบโทรศัพท์เป็นอย่างแรก, ลองหยิบสติขึ้นมาตรวจสอบใจตนเองก่อน, ตั้งปณิธานว่าวันนี้จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า, จะไม่ยอมให้กระแสโลกพัดพาเราไปสู่ความเศร้าหมอง, และทุกค่ำคืนก่อนนอน, ลองทบทวนสิ่งที่ผ่านมาด้วยใจที่ปล่อยวาง, ขอบคุณทุกบทเรียนที่โลกมอบให้, และอนุโมทนากับทุกความดีที่ธรรมะนำพาให้เราได้กระทำ, จำไว้ว่า... โลกคือสนามทดสอบ, และธรรมะคือวิชาที่จะทำให้เราสอบผ่าน, การประสบความสำเร็จทางโลกโดยไม่มีธรรมะสนับสนุน, เปรียบเสมือนการสร้างปราสาททรายริมชายหาด, ที่เพียงคลื่นซัดมาครั้งเดียวก็พังทลาย, แต่การมีความสุขทางธรรมท่ามกลางกระแสโลก, คือการสร้างรากฐานชีวิตบนศิลาที่แข็งแกร่ง, ที่ไม่มีสิ่งใดในจักรวัฏนี้จะมาสั่นคลอนได้เลย, ขอให้ทุกท่านตระหนักรู้ว่า, เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ก้าวหน้าได้, โดยที่ไม่ต้องทิ้งจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์, เราสามารถเป็นผู้นำที่เก่งกาจได้, โดยที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน, เราสามารถเป็นผู้ที่มั่งคั่งได้, โดยที่เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่, ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เมื่อเรานำ "ธรรม" มานำทาง "โลก", เมื่อใจไม่ยึดติด, ใจก็ไม่ทุกข์, เมื่อใจไม่ทุกข์, เราก็สามารถมองโลกใบนี้ได้อย่างสวยงามตามความเป็นจริง, เห็นความงามในความเสื่อม, เห็นปัญญาในความวุ่นวาย, และเห็นทางสงบในทางโลก, นี่คือปาฏิหาริย์ของการใช้ชีวิตที่ "ทันโลก" อย่างผู้มีปัญญา และ "ไม่ทิ้งธรรม" อย่างผู้มีสติ...